ในฉบับที่แล้วเราได้กล่าวถึงระบบการเรียน และหลักสูตรสำคัญของอินเดีย ได้แก่ Matriculation, ICSE-ISC, CBSE, NIOS และ Pre-University ระบบเหล่านี้เป็นของอินเดียโดยตรง การจัดการเรียนการสอนเน้นหลักการเชิงวิชาการสูง ระเบียบวินัยเข้มงวด (ยกเว้น NIOS)
แต่ก็มีคำถามว่าโรงเรียนเหล่านี้มีจำนวนนักเรียนต่อห้องมากหรือไม่ หากเทียบกับระบบ International คำตอบคือในโรงเรียนชั้นนำจัดมาตรฐานทางการศึกษา โดยกำหนดให้ห้องหนึ่งมีนักเรียนไม่เกิน 35 คน แต่โดยมากจะอยู่ที่ 30 คน ส่วนโรงเรียน International มักอยู่ที่ 30 คน หากเป็นเด็กเล็กอยู่ที่ 20-25 คน สัดส่วนไม่แตกต่างกันมากระหว่าง 2 ระบบ
ข้อสงสัยของผู้ปกครองที่มีเข้ามามากคือโรงเรียน International ของอินเดีย แบ่งได้กี่แบบ และทำไมโรงเรียนที่ใช้คำว่า International กว่า 90% ไม่ได้เป็นระบบ International ล้วน ขออธิบายโดยแบ่งหลักสูตรเฉพาะที่สำคัญและมีนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมาก ดังนี้
1.CIPP (Cambridge International Primary Programme)
เป็นหลักสูตรที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ สอนระดับเกรด 1-5 การเรียนการสอนเน้นพัฒนาความสามารถพื้นฐานเป็นหลักเพื่อก้าวเข้าสู่การศึกษาวิชาการในระดับสูง ครูที่สอนจะได้รับการอบรมด้านเทคนิคการสอนแบบก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ
2.IGCSE-GCE O Level (International General Certificate of Secondary Education)
เป็นหลักสูตรที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษในปี 1988 สำหรับนักเรียนที่มีอายุ 14-16 ปี เพื่อให้นักเรียนทั่วโลกได้เรียนในหลักสูตรเทียบเท่ากับระบบ GCSE ของอังกฤษ โดยทั่วไป IGCSE จะใช้เรียนในเกรด 9 และ 10 มีวิชาเลือกมากกว่า 60 วิชา ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ระบบนี้กว่า 150 ประเทศ
เมื่อเรียนจบเกรด 10 ต้องสอบข้อสอบ GCE-O Level ผู้ที่ผ่านจะสามารถเข้าไปเรียนต่อในระดับ GCE-AS และ A Level หรือ IB Diploma ระดับ เกรด 11 และ 12
การคัดเลือกสายการเรียนหรือวิชาที่เรียน จะมีผลมาจากคะแนนที่ทำได้จาก O Level ด้วย ผู้ปกครองหลายท่านเข้าใจว่าเมื่อนักเรียนผ่านระดับ O Level แล้วสามารถกลับมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยได้ทันที โดยคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการจะสามารถเทียบวุฒิให้เท่าเกรด 12 หรือ มัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้น ความเป็นจริงมีเงื่อนไขหลายประการ โดยเฉพาะจากรายวิชาที่นักเรียนได้สอบ และคะแนนวิชาบังคับที่สอบได้
3.International Baccalaureate (IB)
เกิดขึ้นเมื่อปี 1968 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก การศึกษาในระบบนี้เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 3 จนถึง 19 ปี แบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ
IB Primary Years Programme สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี เป็นช่วงที่เน้นให้เด็กรู้จัก คิด, ถาม, สื่อสาร, ยอมรับความเสี่ยง, มีหลักการ, เรียนรู้อย่างรอบด้าน, มีความรับผิดชอบ, รู้จักมองตัวเอง, ใจกว้าง และ พอเพียง ทั้งหมดเป็นหลักการที่ครูต้องเอาใจใส่ต่อเด็กอย่างยิ่งยวด
IB Middle Years Programme สำหรับเด็กอายุ 11-16 ปี (เกรด 6-10) มีรายวิชาทั้งหมด 8 กลุ่ม ได้แก่ ภาษาหลัก, ภาษาเลือก, มนุษยวิทยา, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ศิลปะ, พลศึกษา และเทคโนโลยี โดยนักเรียนต้องเรียนอย่างต่ำ 50 ชัวโมงต่อปี ในแต่ละรายวิชา นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถเสนอรายวิชาที่ตัวเองคิดว่าสำคัญต่อการเรียนให้โรงเรียนจัดการสอนให้ได้ อย่างไรก็ตามการเรียนในระดับนี้นักเรียนต้องมีโครงการส่วนตัว (Personal Project) เสนอก่อนจบ เสมือนการทำวิจัยของนักเรียน หากไม่สำเร็จจะไม่สามารถเรียนต่อในระดับต่อไปได้
IB Diploma Program สำหรับเด็กอายุ 16-19 ปี มีวิชาบังคับ 6 ตัว ได้แก่ ภาษาหลัก, ภาษาเลือก, สังคมศาสตร์ และปัจเจกวิทยา, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และ ศิลปะ รวมถึงวิชาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ ขึ้นอยู่กับโรงเรียนแต่ละแห่ง การสำเร็จการศึกษาในระดับนี้นักเรียนต้องมี ชั่วโมงเรียนไม่ต่ำกว่า 50 ชั่วโมงต่อปีในแต่ละรายวิชา รวมทั้งต้องมีเรียงความเชิงทฤษีไม่น้อยกว่า 4,000 คำ การให้เกรดแบ่งเป็นเกรด 1 ถึง 7
หลักสูตรนานาชาติเหล่านี้ไม่ได้รับการรับรอง และควบคุมหลักสูตรโดยตรงจากรัฐบาลอินเดีย เมื่อเรียนจบในระดับเกรด 12 หากต้องการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่อินเดีย มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งจะให้สอบข้อสอบวัดอีกครั้งหรือมีการใช้ค่าสถิติที่เรียกว่า Z-Score มาวัดเพื่อคัดเด็กเข้าเรียน
จากสถิติพบว่านักเรียนที่จบหลักสูตร International มักทำคะแนนสู้เด็กที่จบจากหลักสูตรอินเดียไม่ได้ เหตุผลยังไม่มีงานวิจัยรองรับว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เชื่อว่าเกิดขึ้นจากระบบการเรียนที่แตกต่างกันระหว่างอินเดีย และตะวันตก โดยแนวทางของอินเดีย เป็นแนวตะวันออก เน้นหลักการทางวิชาการสูง อิสระทางความคิดมีกรอบทฤษฎี และหลักการ มากกว่าตะวันตก
เช่นเดียวกับเมืองไทย เด็กไทยที่ไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยในตะวันตกมักทำคะแนนได้ดีในระดับปริญญาตรี แต่เมื่อขึ้นถึงระดับปริญญาโทจะด้อยในด้านการวิจัย เพราะมีกรอบทางทฤษฎีมาก พูดแบบติดตลกคือมีความเป็นศิลปิน ทางวิชาการน้อยไปหน่อย
เด็กไทยที่จบจากเมืองไทยในระดับปริญญาตรี จึงต้องขยันมากขึ้นเมื่อไปต่อระดับปริญญาโทในประเทศตะวันตก ส่วนเด็กที่จบระดับปริญญาตรีจากอินเดียมักไม่มีปัญหา เพราะมีความได้เปรียบด้านภาษา และความขยันซึ่งมีมากกว่าเด็กที่จบจากเมืองไทยมาก
ผู้ปกครองจึงควรมองว่าเด็กมีความเป็นไปได้ที่จะเรียนต่อถึงระดับปริญญาโทหรือเอกในฝั่งตะวันตกหรือไม่ หากไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสเรียนต่อที่อินเดีย หรือกลับมาเมืองไทย การเรียนในหลักสูตรอินเดียจะประหยัดงบประมาณ และมีความยืดหยุ่นสูงกว่า เนื่องจากระบบของอินเดีย อาทิ Matriculation และ ICSE-ISC ได้รับการยอมรับกว้างขวาง โดยเฉพาะ ICSE-ISC ได้รับการเทียบวุฒิจาก University of Scotland เมื่อจบเกรด 12 สามารถเข้าเรียนต่อในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะเครือจักรภพอังกฤษได้ทันทีโดยไม่ต้องเทียบวุฒิ หรือเรียน Bridging Course
ผู้ปกครองถามมามากเกี่ยวกับระบบ IGCSE ของ Cambridge ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนดว่าเป็นระบบที่ต้องมีเงื่อนไขในการเทียบวุฒิ เมื่อนักเรียนสอบ OLevel แล้วจะต้องนำรายวิชาและคะแนนที่สอบมาเทียบ หากสอบเพียง 4 วิชา และคะแนนไม่ต่ำกว่า C จะได้เพียงวุฒิมัธยมต้น ทั้ง ๆ ที่จบเกรด 10 หรือ ม.4 ยกเว้นหากสอบได้ 5 วิชา ไม่ต่ำกว่า C จะเทียบได้เป็นมัธยมปลาย
หากเป็น ALevel ต้องผ่าน 3 วิชาบังคับ โดยเกรดต้องอยู่ระหว่าง A-E ไม่สามารถต่ำกว่านี้ จะเห็นได้ว่าการแบ่งเกรดมีมากกว่า 5 เกรด เด็กไทยที่ผ่านระดับ OLevel แล้วมาเทียบวุฒิเป็นมัธยมปลายที่เมืองไทยมีค่อนข้างน้อย เด็กที่จบเกรด 10 และไม่สามารถเทียบวุฒิได้มักจะกลับเมืองไทยโดยไม่ได้เข้าเรียนต่อ แต่รอสอบ OLevel ใหม่เพื่อให้ผ่าน โดยในไทยจะมีการจัดสอบ 2 ครั้งต่อปี กรณีนี้เด็กจะค่อนข้างเคว้ง ไม่ได้เรียนอย่างต่อเนื่อง และเครียด ซึ่งผู้ปกครองมักไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องการเทียบวุฒิ
ส่วนระบบอินเดียเทียบได้ง่ายกว่า ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงนามโดย นายจรูญ ชูลาภ (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ระบบที่รับรองจากรายชื่อของประกาศนียบัติที่นักเรียนได้รับหลังเรียนจบจากอินเดียได้แก่ ICSE-ISC, Matriculation รวมถึง CBSE ยกเว้น CBSE ของบางโรงเรียนที่มีการสอนวิชาบังคับที่ไม่สามารถมาเทียบวุฒิได้ ส่วนระบบ NIOS และ Pre-University ของอินเดียยังไม่มีประกาศรับรอง
ต่อคำถามที่ว่าทำไมโรงเรียน International ในอินเดียถึงได้มีการสอนในลักษณะ Parallel Syllabus หรือที่เรียกว่า Co-Education System ซึ่งสอนระบบอินเดียควบกับระบบ International เหตุผลหนึ่งคือเรื่องธุรกิจ และความไม่แน่นอนในการเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะเด็กอาจเรียนต่อที่อินเดียได้ และอาจไปต่อยังประเทศตะวันตกได้ ระบบของอินเดียจึงถูกนำเข้ามาเพื่อรองรับความไม่แน่นอนเนื่องจากนักเรียนที่จบหลักสูตรอินเดียเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอินเดียง่ายกว่า
ยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนนานาชาติจำนวนมากยังไม่มีความพร้อมในการจัดหลักสูตร International วิชาบังคับที่ต้องใช้สอบใน GCE ระดับ OLevel อาจมีเพียง 4 วิชา จาก 5 วิชา ซึ่งพบปัญหานี้มากจากนักเรียนที่เรียนอยู่ทางตอนเหนือซึ่งมีโรงเรียนนานาชาติมากมาย เอเจนซี่ในเมืองไทยมักไม่ให้ข้อมูลที่ละเอียด นักเรียนจึงเหมือนถูกบีบให้เรียนจนถึงระดับ A Level หรือต้องลงเรียนพิเศษ
อีกจำนวนหนึ่งต้องย้ายโรงเรียน และเปลี่ยนระบบการเรียน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้โรงเรียนนานาชาติบางแห่งไม่สามารถจัดหลักสูตรต่อเนื่องได้ การนำระบบอินเดียเข้ามาก็เพื่อใช้เชื่อมรอยต่อของหลักสูตร โรงเรียน International ที่มีความเป็นนานาชาติแท้ ๆ ในอินเดียมีอยู่ไม่มากนัก การเลือกโรงเรียนต้องดูให้ดี เพราะราคาของระบบอินเดีย และระบบนานาชาติจะไม่เท่ากันแม้จะอยู่ในโรงเรียนเดียวกันก็ตาม
ที่สำคัญผู้ปกครองต้องคิดให้รอบคอบก่อนว่าจะให้เข้าระบบใด เนื่องจากวิธีการสอน และการควบคุมระเบียบวินัยของทั้ง 2 ระบบจะไม่เหมือนกัน โดยระบบนานาชาติมักมีการควบคุมที่หย่อนกว่า
การคัดเลือกโรงเรียนอยากทิ้งท้ายว่าผู้ปกครองควรมองเรื่องคุณภาพการสอน หลักสูตรที่สอน จำนวนนักเรียนไทยในโรงเรียน ระเบียบวินัย และความเป็นอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลนักเรียนซึ่งสำคัญกว่าตัวตึกที่สวยหรู
การดูแลไม่ใช่ปล่อยให้โรงเรียนดูแลแต่เพียงอย่างเดียว ควรมีตัวแทนผู้ปกครองที่ได้รับการอนุมัติจากโรงเรียนอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นภาระการแก้ปัญหา และการดำเนินการในระยะยาวจะตกอยู่ที่ผู้ปกครองเอง ค่าใช้จ่ายอาจมากกว่าค่าเล่าเรียนด้วยซ้ำ
หากนักเรียนไม่เครียด ผู้ปกครองรับรู้ความเป็นไปของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอผู้ปกครองก็สบายใจ ให้นักเรียนเครียดเฉพาะเรื่องเรียนเพียงพอครับ
(ดาวน์โหลดข้อความพิมพ์ 60106179 แล้วส่ง SMS มาที่ 4264444)